เมนูอาหารเสริมสำหรับลูกน้อย 7-8 เดือน ข้าวบดตำลึงไข่แดง

สูตรอาหารเสริมสำหรับลูกน้อย 7-8 เดือน วันนี้ของเสนอเมนูข้าวบดตำลึงไข่แดง 

หลังจากที่เสนออาหารเสริม ลูกน้อยเดือนที่ 7 ไปในช่วงของ 2 อาทิตย์แรกแล้วเรามาดูครึ่งหลังที่เหลือมั่งดีกว่าครับ อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้าคุณสามารถสร้างสรรค์เมนูได้ตามใจเลย ตอนนี้เติม โปรตีนได้เลยครับ เพื่อเพิ่มคุณค่าและสารอาหารให้กับลูกน้อย 

เติมอะไรได้บ้างที่บอกว่าโปรตีน

นอกจากการเพิ่มคุณค่าทางอาหาร โดยการใส่ผักใบเขียว เหลือง หรือส้มที่อ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย กลิ่นไม่ฉุน 1-2 ช้อนกินข้าวแล้ว เรายังสามารถผสมกับอาหารที่มีโปรตีนเข้มข้น แต่อ่อนนุ่มบดง่ายอย่าง ไข่แดง ตับไก่ เต้าหู้อ่อน และปลา หมุนเวียนสลับกันไป นอกจากนี้คุณแม่ควรเหยาะน้ำมันพืช ประมาณครึ่งช้อนชาในอาหารที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันและเพิ่มความเข้มข้นของพลังงานที่จะได้รับอีกด้วย 

วันนี้เราก็จะนำเอาเมนูอาหารเสริมพิเศษสำหรับเด็กที่ทำง่ายได้คุณค่ามานำเสนอ นั่งคือ เมนูข้าวบดไข่แดงตำลึง แค่ชื่อก็บอกแล้วว่ามีอะไรมั่ง
สูตรนี้สำหรับ 1 มื้อเท่านั้นหากจะทำหลายมื้อก็ปรับสูตรกันตามสบายนะครับ แต่ผมว่าอย่าทำหลายมื้อเลยแค่กินวันต่อวันลูกน้อยจะได้รับสานอาหารที่สดใหม่ปรุงสะอาด 
ส่วนประกอบก็มีดังนี้ (ต่อ 1 มื้อ)
       - ข้าวสวย 4 ช้อนกินข้าว
       - น้ำแกงจืด 10 ช้อนกินข้าว
       - ไข่แดงต้มสุก (บดละเอียด) ½ ฟอง
       - ตำลึงต้มสุก (บดละเอียด) 1 ½ ช้อนกินข้าว
       - น้ำมันพืช ½ ช้อนชา
       
อย่างที่บอกก่อนหน้า ไข่ขาวอย่ารีบให้ลูกกินครับโอกาสแพ้โปรตีนจากไข่ขาวมากกว่าไข่แดงเยอะมาก หากมีอาการแพ้มาจะลำบากเด็ก อาหารจานนี้ให้พลังงานทั้งหมด 106 กิโลแคลอรี และจะได้โปรตีน 3.1 กรัม โดยความเข้มข้นของพลังงานอยู่ที่ 0.8 กิโลแคลอรีต่อกรัม และสัดส่วนของพลังงานที่ได้รับจาก คาร์โบไฮเดรต : ไขมัน : โปรตีน เท่ากับ 48 : 41 : 11

ลองนำไปทำดูนะครับหาก เจ้าตัวเล็กชอบไม่ชอบยังไงก็โพสบอกผมตัวละกัน สามารถใช้ไอดีของ Gmail โพสได้เลยครับ อีกทางคือ Fanpage Facebook ก็สามารถกดไลน์และไปโพสฝากปัญหากับได้ ส่วนอาหารเสริมสำเร็จรูปไม่แนะนำแต่ว่าหากจะหาซื้อมาติดบ้านไว้ฉุกเฉินก็ไม่เป็นไร ไม่เหมือนนมที่ผมห้ามเด็ดขาด  




ตู้ทิ้งเด็ก ที่โรงพยาบาลเซนโจเซฟ ประเทศเยอรมัน

เห็นแล้วทำให้รู้สึกว่า เออมันเหมือนการส่งเสริมให้คนไม่มีความรับผิดชอบ หากมีในบ้านเราคงมีการวิจารณ์อย่างหนักแน่นอน โดยโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน มีตู้ที่เรียกว่า ตู้อบทารก (Baby hatch หรือ Babyklappe) หรือเรียกตามลักษณะการใช้งานว่า "ตู้ทิ้งทารก" เปิด ให้บริการ ให้แม่ผู้ให้กำเนิดบุตรแต่ไม่ต้องการหรือไม่สามารถเลี้ยงลูก นำทารกมาวางทิ้งไว้ได้ จากนั้นเด็กจะถูกส่งตัวเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือหาผู้อุปการะต่อไป

แต่จากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ระบุว่า ตู้ทิ้งทารก ไม่ได้มีเฉพาะแค่ที่โรงพยาบาลเซต์โจเซฟแห่งนี้ ซึ่งถูกใช้งานจริงเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง แต่ยังมีอยู่ที่ 99 แห่งทั่วประเทศ และนอกจากเยอรมันแล้ว ก็ยังมีตู้ลักษณะนี้ในอีกหลายประเทศทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก ฮังการี อิตาลี เบลเยียม เนเธอแลนด์ สวิทเซอร์แลนด์ วาติกัน แคนาดา รวมถึงบางประเทศในเอเชีย อย่างเช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงที่กำลังจะเปิดให้บริการที่เมืองเสิ่นเจิ้น ประเทศจีนด้วย

การทำงานของตู้นี้คือ เมื่อแม่เปิดประตูเพื่อนำทารกมาวางในตู้ ซึ่งมีแผ่นนวมที่ให้ความอบอุ่นรองอยู่ สัญญาณที่ด้านในโรงพยาบาลก็จะดังขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถไปถึงตัวเด็กได้อย่างทันท่วงทีที่ถูกนำมาวางทิ้งไว้ ส่วนผู้เป็นแม่จึงสามารถละทิ้งลูกของตนไปได้โดยไม่ต้องเปิดเผยแม้แต่หน้าตา หรือชื่อเลยแม้แต่น้อย โดยเด็กทารกจะถูกรับตัวไปเลี้ยงดูแลโดยหน่วยงาน สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า หรือเข้าสู่กระบวนการรอรับการอุปถัมภ์ต่อไป แม้จะเป็นการโหดร้ายสำหรับเด็กที่จะเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีทางได้รู้จักพ่อแม่ที่แท้จริงของตนเลย แต่สำหรับโรงพยาบาลที่เยอรมันแห่งนี้ ผู้ที่นำมาทิ้งจะมีโอกาสกลับไปคิดทบทวนใหม่ และสามารถกลับมารับตัวทารกกลับไปได้โดยไม่มีการติดตามเอาความผิดแต่อย่างใดภายในระยะเวลา 8 สัปดาห์ หรือ 2 เดือน

แน่นอนอยู่แล้วว่าการให้บริการ ตู้ทิ้งทารก เช่นนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก และล่าสุดก็ถูกต่อต้านจากยูเอ็น หรือ องค์การสหประชาชาติด้วย เพราะเห็นว่าจะเป็นการส่งเสริมพ่อแม่ที่ไร้ความรับผิดชอบให้มีพฤติกรรมการ ทอดทิ้งลูกในไส้ตัวเองกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดีในอีกด้านหนึ่ง หากไม่มีบริการตู้ทิ้งเด็กแบบนี้ ทารกก็จะถูกทอดทิ้งไว้ตามพงหญ้า หรือสถานที่รกทึบ ยากต่อการเข้าถึงหรือพบเห็น ทำให้กว่าจะมีคนพบทารกก็เสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นปัญหาน่าสลดขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อคิดไปก็ดีว่าว่าไหม

ถึงแม้ว่าแต่ตอนนี้ยังไม่อาจหาข้อสรุปหรือทางออกที่ดีได้ว่าควรจัดการกับปัญหา พ่อแม่ที่มีลูกเมื่อไม่พร้อมและการทอดทิ้งเด็กได้อย่างไร และไม่รู้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจหรือดีใจ ถ้าหากว่าบ้านเราซึ่งมีข่าวเด็กทารกถูกทิ้งให้เห็นได้บ่อย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็จะมี "ตู้ทิ้งทารก" ขึ้นมาให้บริการบ้าง อย่างน้อยในเมื่อเราห้ามไม่ได้ เราก็ต้องปกกันแทน แล้วค่อยๆคิดวิธีให้ลดจำนวนการท้องไม่พร้อมลงไปเรื่อยๆ ดีกว่าไปพยายามหาต้นเหตุ ห้ามต้นเหตุโดยที่ไม่แก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ทิ้งในตู้แบบนี้ก็ดีกว่าทิ้งตามถังขยะ หรือ ที่ๆไม่มีคน แล้วปล่อยให้เด็กน้อยตายอย่างเลือดเย็นว่าไหมละครับ




เมนูข้าวอาหารเสริมที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทารก

เมนูข้าวอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6-12 เดือน ต้องยอมรับกันนะว่า บ้านเราเป็นบ้านเมืองที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก เมนูอาหารเสริมของเด็กส่วนใหญ่ก็มักเริ่มต้นด้วยข้าว ข้าวมีคุณค่าทางอาหารและเหมาะเป็นอาหารเด็กวัย 6-12 เดือน ข้าวบ้านเราก็มัด้วยกันหลายชนิด และคุณสมบัติก็ต่างกัน ทำไมต้องข้าว ข้าวจัดเป็นกลุ่มอาหารธัญพืชที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะข้าวไทยที่มีโปรตีนชนิดที่ทำให้ลูกน้อยเกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าธัญพืชที่นิยมในประเทศแถบตะวันตก เช่น กลุ่มข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ

เหตุผลที่บอกว่าข้าวมีความเหมาะสมนั้นเพราะว่า สารอาหารที่อยู่ในข้าวนั้นจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrate) ที่มีการย่อยและดูดซึมอย่างช้าๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสมดุล โดยเฉพาะหากเป็นข้าวที่มีใยอาหารสูงอย่าง ข้าวกล้องจะดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีสารอาหารหลากชนิด กับข้าวปัจจุบันที่มีหลากชนิดเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องปฏิเสธเกรงว่าลูกน้อยจะกินไม่ได้ค่ะ เพราะเด็กสามารถกินได้ทุกชนิด เพียงแต่ต้องคำนึงถึงลักษณะความหยาบ ความละเอียดของข้าวที่จะนำมาทำเป็นอาหารเสริมให้ลูกเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพัฒนาของระบบลำใส้ลูกน้อยเท่านั้น แล้วข้าวที่เรามักจะเห็นกันบ่อยตามท้องตลาด มี 5 ชนิดด้วยกัน

1. ข้าวมันปู ชาวบ้านมักเรียกข้าวแดง ด้วยลักษณะข้าวที่มีสีน้ำตาลแดง ไม่ว่าจะผ่านการขัดสีหรือไม่ก็ตาม คุณแม่อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นข้าวกล้อง ดังนั้นหากต้องการได้รับคุณค่าที่มากกว่า ควรเลือกข้าวที่ระบุว่าเป็นข้าวกล้องมันปู จะทำให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า เพราะจะมีจมูกข้าวติดอยู่ รวมถึงมีสารแคโรทีนที่เมื่อรับประทานแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย

2. ข้าวหอมมะลิแดง เป็นข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงและเจ้าเยื่อหุ้มสีแดงนี้เอง เมื่อรับรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ได้รับประโยชน์จากสารแอนโทไซยานิน สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ซึ่งหากเป็นข้าวกล้องหอมมะลิแดงจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่นเดียวกันค่ะ

3. ข้าวสีนิล หรือบางพื้นที่เรียกข้าวเจ้าหอมนิล เมล็ดข้าวมีสีออกม่วงดำ มีธาตุเหล็กสูง และจัดเป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่ถ้าต้องการให้มีคุณค่าทางโภชนาการเต็มที่ก็ควรเป็นข้าวกล้อง สีม่วงเข้ม (cyanidin) สีชมพูอ่อน (peodinin) และสีน้ำตาล (procyanidin) ในข้าวนั้น คือสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) จัดเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของแอนตี้ออกซิเดนท์มีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ

4. ข้าวกล้อง หรือว่าข้าวซ้อมมือ ตัวเมล็ดข้าวมีสีน้ำตาลอ่อนหรือเข้ม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของข้าว ด้วยการสีที่เอาเพียงเปลือกที่เป็นแกลบออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ จึงทำให้มีวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารที่เป็นประโยชน์สูงกว่าข้าวขัดสีธรรมดา

ข้าวกล้องธรรมดา แต่เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีจนกลายเป็นข้าวกล้องงอก (Germinated Brown Rice หรือ “GABA-Rice”) เมล็ดขาวสีขาวขุ่น นั้นเพราะกระบวนการที่นำข้าวกล้องมาผ่านกระบวนการงอก ช่วงกระบวนการนี้เองที่จะมีสารอาหารที่ดีเกิดขึ้นมาโดยเฉพาะสารกาบา (GABA) ซึ่งในข้าวกล้องงอกมีมากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า ความสำคัญของสารกาบานั้น ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาททำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง ป้องกันอาการนอนไม่หลับ ช่วยรักษาความดันของเลือด ให้ร่างกายสะสมไขมันน้อยลงจากการกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต รวมถึงมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน

เมื่อทราบถึงคุณค่าของข้าวแตละชนิดกับไปแล้ว วันหน้าจะมีเมนูที่ทำจากข้าวมาฝากโดยเป็นเมนูง่ายๆ ที่สามาถทำตามได้เลย ไม่ยากครับรับลอง แต่ได้ประโยชน์แน่นอน อย่าลืมรอติดตามกันนะครับ




เมนูอาหารเสริมสำหรับเด็ก 7 เดือน

จริงๆ แล้วจะบอกว่าเป็นอาหารเสริมของเด็ก 7 เดือนเลยก็คงไม่ได้เพราะว่าจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนที่ 6 อาทิตย์นี้คุณแม่คุณพ่อจะสนุกสนานที่จะเติมผักต่างๆ ลงไป โดยส่วนผสมหลักจะยังคงเป็น ข้าว กับน้ำซุปกระดูกหมูอยู่ แต่จะมีผักมาเป็นตัวชูโรงเติมได้ตั้งแต่ ตำลึง ฟักทอง แครรอท ผักกาดขาว มันฝรั่ง แต่โดยสามารถเติมเพิ่มเข้าไปได้ไม่ต้องแยกหรือแยกก็ได้ตามใจคุณเลย

แล้วทำอย่างไรที่บอกเติมเพิ่มลงไป 
ง่ายมากๆ ครับหลักการนี้เป็นการทดสอบการแพ้อาหารเหมือนเดิม โดยการดูว่าแพ้ไหม เหมือนเดิมเมนูหนึ่งกิน 5-7 วันอันนี้เป็นเวลาที่จะทราบชัดเจนเลยว่าแพ้ไหม แล้วที่คิดว่าแพ้นะแพ้จริงไหม โดยวันแรกอาจเริ่มจากเติม ตำลึง โดยต้มข้าวกับน้ำซุปตำลึงบดรวมกันรวมกับแล้วครูดผ่ากระชอน แล้วก็กินไปจนครบ 5 วันจากนั้นเพิ่มฟักทองเข้าไป เป็นข้าวกับน้ำซุปตำลึงและฟักทอง เพิ่มหรือจะเริ่มใหม่อันนี้ตามใจคุณแม่คุณพ่อเลยครับ 

แล้วเมื่อไรจะเริ่มเสริมโปรตีนได้ 
7 เดือน 2 สัปดาห์เริ่มได้แล้วครับ โดยเมนูแรกๆ ก็เป็นอาหารที่หลายคนมีติดตู้เย็นไว้ ไข่นั่นเองครับ แนะนำเป็นไข่แดงก่อนครับ เป็นข้าวบดไข้แดง ไข่ขาวรอไปก่อนเพราะไข่ขาวมีโอกาสที่ลูกน้อยจะแพ้ได้มากกว่า ไข่ขาวจะทิ้งหรือคนเตรียมจะแอบกินอันนี้ก็ตามแต่ ตอนผมเตรียมชอบมากเลย ผมกินได้ฟองหนึ่งและได้ไข่ขาวอีกไม่โดนบ่นเรื่องโคเลสเตอรอล ด้วยอิอิ เรียกว่าเป็นผลพลอยได้ 
อีกอย่างที่นิยมคือตับครับ แนะนำเป็นตับไก่ แต่ถ้าเลือกได้จะใช้เป็นตับห่านก็จะดีมากแต่ก็ดูเงินในกระเป๋าแล้วถามกันให้เรียบร้อยว่าจ่ายแล้วจะลำบากไหมแพงกว่ากันพอดู

ตั้งแต่เดือนที่ 6 สัปดาห์ที่ 3 จนถึงเดือนที่ 7 สัปดาห์ที่ 2 ก็จะเป็นเมนูข้าวบดผักหลังจากอายุมากกว่า 7 เดือนครึ่งจึงเป็นช่วงของการเสริมโปรตีน ได้แก่ ไข่แดง ตับไก่ เดียวโพสหน้าเราจะมาเสริมอย่างอื่นกันแบบว่าแม่ครัวพ่อครัวได้คิดอย่างสร้างสรรค์กันเต็มที่เลยทีเดียว

สำหรับเรื่องอาหารเสริมสำเร็จรูปนั้น สะดวก แต่เราไม่สามารถเลือเองได้ว่า จะให้ลูกินอะไรในมื้อนั้นๆ 




เมนูอาหารเสริมสำหรับเด็ก 6 เดือน

เมนูอาหารเสริมสำหรับเด็ก 6 เดือน ช่วง 3 สัปดาห์แรก ข้าวบดใสๆ แล้วค่อยใส่น้ำซุปผัก กระดูกหมู
เมื่อเอ่ยถึงเมนูอาหารเสริมแม่พ่อทั่วไปมักจะคิดถึงอาหารเสริมสำเร็จรูป แต่หารู้ไม่ว่า การที่เราได้ทำอาหารเสริมเองดีจะตาย อยากให้ลูกได้กินอะไรก็จับมาแปลงเป็นเมนูสำหรับลูกรักได้เลย แถมได้ประโยชน์มากกว่า สดใหม่กว่า อย่างที่บอกไปในโพสก่อนหน้า ข้าวนั้นเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrate) ที่มีการย่อย และดูดซึมอย่างช้าๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสมดุล โดยเฉพาะหากเป็นข้าวที่มีใยอาหารสูงอย่างข้าวกล้องจะดีต่อสุขภาพของลูกน้อย แต่หลานท่านเกรงว่าลูกจะกินได้หรอข้าวกล้อง มันเป็นข้าวของผู้ใหญ่รักษ์สุขภาพนะ ไม่ต้องกังวนในส่วนนี้ครับ เพราะเด็กสามารถกินได้ทุกชนิด เพียงแต่ต้องคำนึงถึงลักษณะความหยาบ ความละเอียดของข้าวที่จะนำมาทำเป็นอาหารเสริมให้ลูกเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพัฒนาการย่อยของวัยลูกน้อย

เริ่มอาหารเสริมมื้อแรกอย่างไร และเริ่มตอนไหน
หากจะหาทฤษฏีที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมาอยากครับ ปู่ย่าตายายบอก "อายุ 4 เดือนก็ป้อนได้แล้ว เมื่อก่อนตองเลี้ยงพวกแกก็ป้อนกล้วยตั้งแต่ 4 เดือน" แต่จะเอาให้ชัวร์นะครับ 6 เดือน ระบบย่อยของเด็กจะพร้อมและทำงานได้ดีพอประมาณและไม่ต้องกังวลใจด้วยว่าเขาจะย่อยได้ไหม ท้องอืดไหม หมดปัญหาเรื่องพวกนี้เลย อีกอย่างเขาสามารถย่อยได้แน่ๆ

แต่อาหารเสริมที่คุณแม่คุณพ่อควรเริ่มมื้อแรกนั้นผมแนะนำเลยข้าวต้มเปล่าๆ ต้มกับน้ำเปล่าๆ เลย ไม่ต้องปรุงรส ไม่ต้องเติมเนื้อสัตว์ ไม่ต้องเติมผัก และไม่ต้องห่วงกลัวเขาจะไม่อร่อย ลิ้นตอนนี้จะยังแยกรสพวกนี้ไม่ได้ดีเท่าที่ควร และไม่ต้องเยอะครับลองซัก 2-3 ช้อนก่อนในมื้อแรก เพื่อเป็นการฝึกระบบเคี้ยว ระบบกลืนของเขา เมื่อเขาไม่กินก็ไม่ต้องฝืนครับ ไม่ต้องเร่งในมื้อแรกๆ ค่อยเป็นค่อยไป

อาหารเสริมลูกน้อยเพิ่มน้ำซุปลงไปไม่ได้หรอ
ได้ครับ แต่ค่อยเพิ่มในสัปดาห์ที่ 2 แล้วกันและสัปดาห์นี้ควรเป็นน้ำซุปผัก ยังไม่ต้องเป็นน้ำชุบกระดูกหมู ไก่ ไม่ต้อครับยังไม่จำเป็น และไม่ต้องกลัวลูกจะไม่ได้รับสารอาหารเขาจะยังได้สารอาหารจากนมแม่อยู่ ค่อยเป็นน้ำชุบกระดูกหมูในสัปดาห์ที่ 3 แล้วทำไมต้องแบ่งเป็นอาทิตย์เลยละ อันนี้ก็เผื่อว่าหากลูกน้อยแพ้อาหารละก็รู้เลยว่าแพ้อะไร ก็กินข้าวแบบใสๆ ไปก่อน 3 อาทิตย์แรกแล้วต่อมาก็จะเติมผักได้แล้ว เดี๋ยวจะมาเสนอเมนูต่อมาแบบว่าคุณแม่คุณพ่อต้องชอบแน่ๆ เพราะว่าเลือกได้เลยว่าลูกจะได้กินอะไร อย่าลืมติดตามนะครับ

อาหารเสริมสำเร็จรูปดีไหม มีดีอย่างเดียวสะดวกครับ แต่หากใครสนใจก็ลองหาดูได้นะครับ





วิธีแก้ลูกร้องโยเย กวนตอนกลางคืน ภาคต่อตอนจบ

หลังจากที่พอทราบกันไปแล้วว่าลูกน้อยร้องกวนงอแง เนื่องจากสาเหตุอันใด วันนี้เรายังมี วิธีที่จะช่วยให้แม่พ่อดูแล้ลูกน้อยเมื่อร้องกวน เป็นวิธีที่จะหยุดลูกน้อยเป็นอย่างดี ด้วย 5 วิธีหยุดลูกน้อยร้องไห้ตอนกลางคืน

1. ห่อหนูให้กระชับ (Swaddle)
แค่คุณแม่เอาผ้าห่มห่อตัวหนูให้อุ่น หนูก็หยุดร้องแล้ว พูดจริงๆ นะคะ อย่าลืมว่าหนูเคยอยู่ในท้องคุณแม่ และชินกับที่แคบๆ มานานหลายเดือน จู่ๆ จะให้หนูมานอนอ้างว้างข้างนอก หนูจึงยังไม่คุ้นเคย อีกทั้งตอนนี้มือเท้าของหนูก็ขยับไปมาได้แบบฟรีสไตล์แล้ว หนูจึงหวาดผวามากขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ช่วยห่อตัวให้หนู หนูจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนกำลังอยู่ในรกของคุณแม่ไง แต่ระวังอย่าห่อหนูจนแน่นเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าคุณแม่ร้องไห้แทนลูกอันนี้ไม่รู้ด้วยนะ

2. ให้ลูกนอนตะแคงหรือนอนคว่ำ (Side / Stomach)
เวลาคุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกน้อย ควรอุ้มให้อกลูกแนบเข้าหาตัวคุณพ่อคุณแม่ เพราะจะทำให้หนูรู้สึกสบายและอบอุ่นใจ อย่าอุ้มหนูแบบนอนหงายนะ ไม่งั้นหนูจะร้อง เพราะไม่มีอะไรอุ่นๆมาอยู่ตรงอกของหนู มันทำให้หนูรู้สึกไม่อบอุ่นและปลอดภัยเลย หรือหากคุณพ่อคุณแม่เมื่อยแขนแล้ว ก็ให้หนูนอนตะแคงก็ได้นะ และควรให้หนูกอดหมอนข้างด้วย เวลาหนูผวาก็ยังมีหมอนข้างอุ่นๆ อยู่ตรงอก เสมือนหนูมีอะไรกอดอยู่ตลอดเวลา มันทำให้หนูนอนสบายมากขึ้นค่ะ

3. ให้กระซิบ ซือ.. ซือ.. เบาๆ ข้างๆ หูหนู (Sibilant)
เสียงที่ทำ ซือ.. ซือ..เป็นเสียงคล้ายๆ ตอนที่หนูอยู่ในท้องของคุณแม่ หนูจะได้ยินเสียงแบบนี้ ซึ่งทำให้หนูรู้สึกปลอดภัยคล้ายได้อยู่ในที่ที่เคยอยู่ กุมารแพทย์คาร์ปบอกไว้ว่า มันเป็นวิธีการที่ดีกว่าอุ้มหนูแบบเงียบๆ หรือเอาแต่ปลอบหนูไปเรื่อยๆ และหากคุณพ่อคุณแม่ทำเสียงไม่ได้ ก็ให้หนูฟังเสียงเครื่องดูดฝุ่นหรือเสียงเครื่องเป่าผมแทนก็ได้ แต่อย่าเป่ามาที่ตัวลูกล่ะ เพราะจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกร้อนจนร้องไห้มากขึ้น

4. แกว่งหนูไปมาสิ (Swinging)
ให้คุณพ่อคุณแม่ลองอุ้มหนูแล้วแกว่งไปมาสิ พร้อมทั้งเอามือลูบหรือตบเบาๆ แล้วอย่าลืมเวลาอุ้มหนูจับคอหนูให้มั่นคงด้วยนะ เพราะคอหนูยังไม่แข็งเลย การอุ้มหนูอย่างรักใคร่ อบอุ่น มั่นคงทำให้หนูรู้สึกปลอดภัย สบายใจ หลับได้ง่าย ไม่ร้องไห้โยเย ขอแค่อย่าแกว่งหนูแรงมาก หรือหมุนตัว เพราะจะทำให้หนูเวียนหัว เลยร้องไห้ไปกันใหญ่

5. ให้หนูดูดนมแม่ด้วยก็ดีนะ (Sucking)
เมื่อหนูอยู่ในผ้าอ้อมหรือผ้าห่มที่ห่อตัวหนูเอาไว้ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ทำตามวิธีการถัดมาดังที่กล่าวไว้แล้ว ไม่ว่าจะขั้นตอนใดก่อนหรือหลังก็ตามจนหนูสงบลง ไม่ร้องไห้โยเย ก็อาจจะให้หนูดูดนมคุณแม่ หรือใช้หัวนมปลอมสะอาดๆ ให้หนูดูดก็ได้ แต่จะให้ดีที่สุดก็ต้องเป็นนมของคุณแม่ เพราะท่าที่คุณแม่กอดหนูแนบอก หนูจะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในรกที่โอบอุ้มหนูไว้ ยิ่งได้เห็นหน้าของคุณแม่ หรือมือน้อยๆ ของหนูสามารถจับหน้าอกแม่ หรือลูบตัวแม่ได้ หนูจะยิ่งสงบลงได้เร็ว

ให้ปฏิบัติตามหลักข้างต้นจะช่วยให้ลูกน้อยสงบลงได้ แถมยังทำให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นอีกด้วย จะได้ไม่กระทบกับการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ไง เจ้าตัวเล็กบางคนแม้นอนกลางวันได้ดี แต่พอตกกลางคืนก็ยังร้องไห้โยเยได้ อาจจะเพราะไม้คุ้นกับสภาพแวดล้อม ที่อยู่ๆ ต้องพ้นจากท้องแม่มาอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรืออาจจะมีโรคภัยที่เค้าต้องร้องไห้เพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะเค้ายังช่วยตัวเองไม่ได้ พูดหรือบอกใครก็ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตและทำความเข้าใจพฤติกรรมของเค้า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ต้องช่วยประคับประคองให้เค้าเข้าใจชีวิตที่เค้าจะต้องเติบโตต่อไป การมีลูกน้อยเป็นสิ่งที่นำความสุขมาให้กับหลายครอบครัว ขณะเดียวกันเค้าเองก็อยากให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูอย่างเข้าใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันทะนุถนอมกล่อมเกลาเลี้ยงดูเค้าด้วยความรักความอบอุ่นเป็นพื้นฐาน เพื่อเค้าจะได้เจริญเติบโตอย่างมีสุขภาพกายและใจที่ดีต่อไป และอย่าเพิ่งเบื่อการร้องไห้ของลูกน้อยเลย เพราะนั่นคือการบอกความในใจของเค้า




ทำอย่างไรเมื่อลูกไม่ยอมนอนกลางวัน

หลายคนหนักอกหนักใจเกี่ยวกับพฤติกรรรมการนอนกางวันของลูกน้อย ซึ่งในช่วงกลางวันไม่กี่ชั่วโมงคุณรู้ไหมว่า ส่งผลต่อทั้งพฤติกรรมและการเรียนรู้กับเด็กอย่างคาดไม่ถึง แต่จะทำอย่างไร เมื่อลูกน้อยไม่ยอมนอนกลางวันละ เรามีเรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการนอนกลางวันของลูกมาฝากกัน หากเด็กคนไหนนอนง่าย ไม่ว่าจะเป็นนอนกลางวันหรือกลางคืน จะสร้างความสบายกายสบายใจให้กับคุณแม่คุณพ่อและคุณครูพี่เลี้ยง เมื่อลูกเข้าเรียนหรืออยู่ในช่วงเตรียมอนุบาลคำถามประจำวันของคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียนใหม่ๆ หรือเมื่อลูกมีอาการป่วนยามเย็นบ่อยครั้ง คือเด็กนอนกลางวันไหมวันนี้ นอนนานหรือเปล่า ซึ่งวันนี้เรามาพูดคุยถึงเรื่องนี้กัน 

การนอนกลางวันมีความสำคัญมากขนาดนั้นเลยหรอ
สำคัญสิครับ คุณคงจะสังเกตุลูกน้อย คุณจะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อวันใดที่ลูกน้อยไม่นอนตอนกลางวัน หรือนอนน้อยโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ตั้งแต่ 3-4 ขวบ ลงมาเขามักจะมีอาการอิดโรย และแสดงอาการหงุดหงิดในช่วงบ่ายๆ และตอนเย็น สดชื่นน้อยกว่าเด็กที่นอนกลางวันแล้วตื่นมาทำกิจกรรมกับคุณครูในภาคบ่าย เพราะเด็กเล็กยังต้องการเวลาในการพักผ่อนหลังจากทำกิจกรรมมาตลอดช่วงเช้า คุณครูจึงพยายามหาวิธีที่จะเชิญชวนและจัดเวลาให้เด็กนอนกลางวันกัน ไม่ต้องถามคุณครูก็ได้สังเกตุคุณก็จะทราบแล้วละว่าวันนี้นอนไหม

โดยอาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเด็กพักผ่อนไม่พอ คืออารมณ์หงุดหงิดง่ายในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึมเหม่อลอย ไม่อยากออกกำลังกายวิ่งเล่นยามเย็น คราวนี้ก็จะเป็นปัญหาใหญ่เมื่อเวลาเริ่มไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ถึงเวลารับประทานอาหารเย็นก็แทบจะนั่งหลับ แล้วนอนในช่วงเย็น ตื่นมาตอนพลบค่ำ จากนั้นกว่าจะเข้านอนอีกทีก็ดึกมาก พอนอนดึกมากก็ตื่นสาย พอตื่นสาย กลางวันเวลาคุณครูให้นอนก็ยังไม่ง่วง แถมหาชวนเพื่อนคุญอีก บ่ายก็เริ่มซึม ตกเย็นเอาอีกรอบคือหลับช่วงเย็น วนเวียนอยู่อย่างนี้ 

การแก้ไขหรอ ไม่ยากครับ วิธีง่ายๆ คือต้องปรับเวลากันใหม่ ถ่วงเวลาหาอะไรให้ทำก่อน อย่าพยายามให้นอนตอนเย็น ปรับให้นอนเร็วกว่าปกติ นอนแต่หัวค่ำจะได้ตื่นเช้าได้ ทุกอย่างจะเริ่มกลับมาเข้าที่ 

ทำไมลูกน้อยไม่ชอบนอนในตอนกลางวัน 
คำถามนี้บางทีสาเหตุก็ไม่ใช่อะไร แม่พ่อแหละครับคือสาเหตุ หลายครั้งพบว่า คุณพ่อคุณแม่มักจะกลับบ้านดึก ลูกก็จะรอแล้วไม่ยอมนอน บางท่านหนักกว่านั้นกลับดึกชอบปลุกลูกมาเล่นเพราะคิดถึง เด็กบางรายติดวิดีโอ ดูทีวีไม่เลิก ทำให้ตื่นสาย พอกลางวันจึงไม่ง่วง ล้วนสร้างความปวดศีรษะให้กับคุณครูที่โรงเรียน เพราะเด็กที่ไม่นอนกลางวันจะยุกยิก แหย่เพื่อนที่กำลังนอน หากคุณครูบังคับว่าทุกคนต้องนอนให้หลับ เด็กที่ไม่นอนกลางวันเหล่านี้ก็จะถูกดุ ต่างๆ นานา บางรายถึงกับร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน พอถามว่าเพราะอะไร คำตอบที่ได้ คือ ไม่อยากนอนกลางวัน ครูชอบบังคับให้นอนกลางวัน 

เราจะทำอย่างไรดีเมื่อลูกไม่ยอมนอนกลางวัน 
อาจใช้การเล่านิทานเบาๆ เรื่องไม่ตื่นเต้น หรือเปิดเพลงเบาๆ ให้เขาเคลิ้ม อาจสร้างบรรยากาศโดยปิดม่านให้มืดหน่อย

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว แม่พ่อคงจะคิดแล้วแหละว่า ต้องกลับบ้านให้เร็วขึ้น หากลูกหลับแล้วจะไม่ปลุก ได้เห็นอารมย์ลูกหงุดงีด อารมย์เสีย มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ถ้าเห็นลูกยิ้มหัวเราะอารมณืดี แม่พ่อก็สุขใจ จริงไหมละครับ




Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Copyright © 2013 เว็บเพื่อสุขภาพเด็ก แม่ตั้งครรภ์ อาหารเด็ก คุณแม่มือใหม่ | Design from ineedhealthy